วัสดุสำหรับใช้ในการก่อสร้างในสมัยก่อนนั้น ถ้าเราคิดย้อนไปแล้วคงหนีไม่พ้นการใช้ “ไม้” ซึ่งปฎิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นวัสดุที่ใช้กันอย่างแพร่หลายและใช้กันมาอย่างยาวนาน ไม้เป็นวัสดุในท้องถิ่นที่หาได้ง่ายและใช้งานได้หลากหลายไม่ว่าจะนำมาเป็นโครงสร้างที่ใช้ในการก่อสร้างหรือเป็นวัสดุตกแต่ง เนื่องจากตัวไม้แต่ละชนิดเองนั้นมีลวดลาย สีสัน ผิวสัมผัสที่ดูสบายๆ อบอุ่น และความสวยงามที่เป็นเอกลักษณ์ จึงทำให้ไม้เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่ผู้คนนิยมนำมาใช้ในงานหลายประเภทแต่การเลือกประเภทไม้ให้เหมาะสมกับการใช้งานนั้น ก็นับเป็นเรื่องสำคัญที่มองข้ามไม่ได้เช่นเดียวกัน วันนี้เราจึงอยากจะมาแนะนำไม้แต่ละชนิดที่เราให้บริการและจัดจำหน่ายว่ามีลักษณะอย่างไร เหมาะสำหรับนำไปทำอะไร โดยจะมีด้วยกันทั้งหมด 4 ชนิด ก่อนจะแนะนำไม้ทั้ง 4 ชนิด แอดอยากขอแนะนำชนิดของไม้กันก่อน ซึ่งมีด้วยกัน 2 ชนิดคือ ไม้เนื้ออ่อน และไม้เนื้อแข็ง

ไม้เนื้ออ่อน (Soft wood)  ไม้ชนิดนี้เป็นไม้ที่มีระยะเวลาการเจริญเติบโตเร็ว ทำให้วงปีลายไม้ที่ได้จึงน้อยและไม่ละเอียดเนื้อไม้เลยมีความแข็งแรงทนทานน้อย ไม้ชนิดนี้จะมีสีของไม้แตกต่างกันออกไปมาก ตั้งแต่ไม้ที่มีสีจางอ่อนไปจนถึงสีเข้ม เนื้อไม้ไม่แข็งมากนักจึงไม่นำนิยมนำมาใช้เป็นส่วนของโครงสร้างที่ต้องการรับน้ำหนัก และเนื่องจากเนื้อไม้อ่อนและไม่ค่อยทนทาน ทำให้ทำงานตกแต่งภายในหรือเฟอร์นิเจอร์ได้ง่าย แต่ก็ไม่เหมาะที่จะใช้กับงานภายนอกที่ต้องตากแดดตากฝน เลยนิยมนำมาใช้กับงานตกแต่งภายในหรือเฟอนิเจอร์ อาทิเช่น ไม้กระบาก ไม้ยาง ไม้ฉำฉา ไม้เหียง ไม้โมก ไม้กระท้อน ไม้ยมหอม ไม้จำปาป่า

ไม้เนื้อแข็ง (Hard wood) ไม้ชนิดนี้จะมีวงปีมากกว่าไม้ชนิดอื่น มีระยะเวลาเติบโตช้าและไม้ต้องมีอายุมากถึงจะนำมาใช้งานได้ ไม้ชนิดนี้ส่วนใหญ่จะมีเนื้อไม้ที่มีสีเข้ม เนื้อไม้มีความเหนียวและแข็งแรงมาก จึงมีความทนทานสามารถนำมาใช้กับงานภายนอกที่ต้องตากแดดและโดนฝนได้ดี ส่วนข้อเสียคืออาจเกิดการบิดตัวของไม้ได้ เมื่อเวลาเกิดความชื้น ความร้อน หรืออุณหภูมิเกิดการเปลี่ยนแปลงทำให้ไม้หดและขยายตัวซึ่งไม่เนื้อแข็งทุกชนิดส่วนใหญ่ก็จะเกิดการบิดตัวเล็กๆ น้อยๆ เป็นเรื่องปกติ อาทิเช่น ไม้แดง ไม้ชิงชัน ไม้ตะเคียน ไม้มะค่าโมง ไม้พยุง ไม้เต็ง

 

ในเมื่อทุกคนรู้จักชนิดของไม้กันแล้วต่อไปนี้จึงจะจะขอเเนะนำไม้ที่ทางเราให้บริการซึ่งมี 4 ชนิดได้แก่ ไม้สัก ไม้แดง ไม้มะค่า และไม้ตะแบก

1) ไม้สัก เป็นไม้เนื้ออ่อนที่มีลวดลายสวยงามและคุณภาพดีที่สุด เนื้อไม้มีสีน้ำตาลทอง ผิวลาย ไม้ตรง ละเอียดสวยงาม เกิดการบิดงอโก่งตัวได้ยาก ไม้สักที่ดีจะต้องใช้เวลานานมากในการเจริญเติบโต ไม้สักที่มีอายุมากจะมีการผลิตน้ำมันธรรมชาติของสักซึ่งมีกลิ่นที่ปลวกหรือแมลงจึงไม่ชอบซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดความเชื่อว่าไม้สักไม่โดนปลวกกิน แต่หากเป็นสักปลูกที่โตเร็วจะไม่มีน้ำมันชนิดนี้สะสมอยู่ในเนื้อไม้ปลวกจึงเลือกกินไม้สักชนิดนี้ได้เช่นกันหรือที่เรียกไม้สักชนิดนี้ว่าเป็นไม้สักที่ได้จากป่าปลูกซึ่งระยะเวลาการปลูกยังไม่ยาวนานพอที่จะเกิดน้ำมันตามธรรมชาติ จึงแก้ปัญหาด้วยการอาบน้ำยากันปลวกแทนก็สามารถช่วยป้องกันปลวกได้อีกทางหนึ่งและ ไม้สักที่ดีที่สุด คือ ไม้สักทอง ซึ่งในสมัยนี้ ค่อนข้างหาได้ยากมากไม่มีการนำมาใช้เป็นไม้จริงล้วนๆ เนื่องจากมีราคาสูง นิยมนำมาทำเป็นไม้วีเนียร์เพื่อใช้ปะผิวไม้ชนิดอื่นแทน จะนิยมใช้ในงานที่มีราคาแพง เช่นนำไปใช้เป็นผิวของเรือยอร์ช เนื่องจากไม้สักเป็นไม้ที่มีความสวยงามและคงทน จึงนิยมเลือกใช้ไม้ชนิดนี้เป็นส่วนประกอบโครงสร้างหรือส่วนต้องการความสวยงามประณีต เช่น บานประตู หน้าต่าง เฟอนิเจอร์

2) ไม้แดง ลักษณะไม้มีสีน้ำตาลเข้มอมแดง ผิวลายไม้มีความชัดเจน เนื้อไม้มีความแข็งแรงทนทาน มีราคาแพงและสัมผัสผิวลายสีสันของไม้มีความสวยงาม ทำให้นิยมนำมาใช้ในส่วนประกอบโครงสร้างที่เห็นได้ชัด อย่างเช่น พื้น วงกบประตู หน้าต่าง แต่ไม่นิยมนำมาทำเฟอนิเจอร์ เพราะเนื้อไม้มีความแข็งทำให้ขัดและตัดแต่งได้ยาก

3) ไม้มะค่า ลักษณะไม้มีสีน้ำตาลเข้มอมส้ม ไม้มะค่าก็เป็นไม้อีกชนิดหนึ่งที่นิยมมาก ซึ่งมีคุณสมบัติที่ดีคือ เนื้อไม้มีความแข็งแรงมากสีไม้และเส้นลวดลายไม้ชัดเจนสวยงามคนจึงนิยมใช้กันมาก ซึ่งนำมาใช้เป็นพื้นไม้หรือพื้นบันไดหรือส่วนโครงสร้างในบ้านที่ต้องการโชว์ให้เห็นผิวไม้ที่มีความสวยงาม ทำให้ปัจจุบันไม้มะค่าหายากและมีราคาแพง ไม้มะค่าบางส่วนจึงนำเข้ามาจากทางแอฟริกา ซึ่งภูมิอากาศแถบนั้น มีลักษณะคล้ายคลึงกับบ้านเรา แต่สีของไม้จะไม่สวยและเข้มเท่าไม้มะค่าในประเทศเอง จึงไม่น่าแปลกใจที่ไม้มะค่าจะมีราคาแพงกว่าไม้แดง

4) ไม้ตะแบก เนื้อไม้สีน้ำตาลอ่อนอมเหลืองสีไม้อ่อนที่สุดในบรรดาไม้ในประเทศจึงสามารถนำไม้ไปย้อมสีตามที่ต้องการได้ง่าย ลายไม้เรียกได้ว่ามีความสวยงามใกล้เคียงกับ ไม้สัก และทำการไสตกแต่งได้ง่าย แต่ในขณะเดียวกันหากโดนความร้อนหรือความชื้นก็สามารถบิดและโก่งตัวได้ง่ายเช่นกันจึงนิยมนำมาใช้งานภายในเท่านั้น เช่น พื้นบ้าน บานประตู